|
ได้กล่าวว่าทำไมจึงต้องมีกฎหมายไอซีที เนื่องจากไอซีทีได้เข้ามามีบทบาทกับการดำเนินชีวิต การดำเนินงานต่างๆที่เราคุ้นเคยมานานแล้ว เช่น การเปลี่ยน จาก ข้อความกระดาษ มาเป็น ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ ,การส่งจดหมาย มาเป็น การส่งอีเมล ,การใช้ธนบัตร มาเริ่มใช้บัตรเครดิต หรือ การซื้อขายร้านค้าจริง ไปเป็นการซื้อขายผ่านอินเตอร์ โดยไม่เห็นผู้ขาย หรือการดัดแปลงแก้ไขภาพถ่ายดิจิทัล การดำเนินคดีและพิจารณาคดี จากที่แต่เดิมมานั้นจะให้น้ำหนักต่อพยานหลักฐานสำคัญ กระดาษที่มีลายมือชื่อ การกำหนดเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่ชัดเจน การทราบกรรมวิธีก่อเหตุหรือ ขั้นตอนการก่อเหตุ การลงโทษผู้กระทำผิดจะทำได้ต่อเมื่อระบุว่ามีความผิดตามกฎหมาย แต่กิจกรรมที่เกี่ยวกับไอซีทีจำนวนมากไม่เข้าข่ายที่กล่าวมาข้างต้น
ดังนั้นจึงมีการพลักดันกฎหมายไอซีที เนคเทค ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการไอซีทีแห่งชาติตั้งแต่แรก ได้เล็งปัญหานี้ และได้ตั้งหน่วยงานขึ้นศึกษาเรื่องกฎหมายไอซีทีของประเทศ หลังจากนั้น คณะกรรมการ ฯ อนุมัติให้ตั้งคณะกรรมการร่างกฎหมายขึ้นหลายคณะ และได้พลักดันจนสามารถตรา พรบ. ขึ้น 2 ฉบับก็คือ พรบ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และ พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พรบ.ลิขสิทธิ์ แต่เดิมหน่วยงานที่ดูแล พรบ.นี้คือ กรมศิลปากร แต่งานอันมีลิขสิทธิ์ไปเกี่ยวข้องกับการค้ามากขึ้น และประเทศไทยได้รับการจับตามองว่าเป็นประเทศที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์สูงมาก โดยเฉพาะทางด้านซอฟต์แวร์ เป็นเหตุให้กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมศิลปากร จึงศึกษาจัดทำร่าง พรบ.ลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ให้ครอบคลุมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ต่อมา กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งกรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้น และรับมอบ พรบ.นี้ไปกำกับดูแล ทำไมจึงต้องคุ้มครองลิขสิทธิ์โปรแกรม ประเทศไทยของเราขายสินค้าไป สรอ.โดยได้สิทธิ์ที่เรียกว่า GSP ส่วน สรอ. นั้นปัจจุบันไม่มีสินค้าส่งออกมากเหมือนเดิม แต่ส่งออกซอฟต์แวร์และความรู้แทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ลอกเลียนได้ง่าย สรอ.จึงเจรจาให้ประเทศต่าง ๆ เข้มงวดจับกุมการลอกเลียนซอฟต์แวร์ มิฉะนั้นจะตัด GPS ทำให้ประเทศไทยไม่มีทางเลือกจึงต้องทำตาม การคุ้มครองก็มีประโยชน์ต่อพ่อค้าไทยที่คิดค้นผลิตสินค้าอันมีลิขสิทธิ์เหล่่านี้ เพี่ยงแต่พ่อค้าเหล่านี้เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้น ความเกี่ยวข้องกับ CIO กล่าวได้ว่า CIO ต้องกำกับการดูแลให้มีการตั้งงบประมาณจัดซื้อสิทธิ์ในการใช้ซอฟต์แวร์ (License) เวลาที่เราเรียกว่าซื้อซอฟต์แวร์มานั้น ที่จริงเราไม่ได้เป็นเจ้าของซอฟต์แวร์นั้น เราเพียงแต่ซื้อสิทธิ์ในการใช้เท่านั้น เราไม่สามารถดัดแปลงซอฟต์แวร์นั้นไปใช้ในเครื่องอื่น ๆ ไม่สามารถนำไปขายหรือให้เช่าต่อ และไม่สามารถ Copy แจกให้ผู้อื่นไปใช้งาน บริษัทซอฟต์แวร์ต่างประเทศ ได้จัดตั้งทีม BSA (Business Software Alliance) เพื่อตรวจสอบหน่วยงานว่าละเมิดลิขนสิทธิ์หรือไม่ และจัดการฟ้องร้องผู้ละเมิดปีละหลายร้อยราย การดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องง่าย CIO ต้องทำการควบคุมและประกาศห้าม มิเช่นนั้นแล้วหากถูกจับกุม CIO ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบด้วย ดังนั้น CIO ต้องให้พนักงานตรวจสอบการดาวน์โหลด ซอฟต์แวร์มาบรรจุไว้ในเครื่องต่าง ๆ เป็นประจำ หากพบว่ามีซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือสงสัยว่าไม่มีสิทธิ์ในการใช้ CIO ต้องตักเตือนและนำซอฟต์แวร์นั้นออกจากระบบ การมอบหมายให้ลูกจ้างและข้าราชการของหน่วยงานรัฐ พัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น ลิขสิทธิ์เป็นของหน่วยงานนั้น(ในกรณีของบริษัทเอกชน การพัฒนาของพนักงานเป็นลิขสิทธิ์ของพนักงาน) หากข้าราชการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นใช้เอง โดยที่เราหรือหน่วยงานไม่ได้สั่งให้ทำ ลิขสิทธิ์เป็นของข้าราชการนั้น ในกรณีที่เราจ้างบริษัทอื่นพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เราใช้ ลิขสิทธิ์(ส่วนที่พัฒนาขึ้น)เป็นของเรา แต่ไม่นับลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์อื่น ๆ ที่มีลิขสิทธิ์อยู่เดิมและนำมาใช้ร่วมด้วย พรบ.ข้อมูลข่าวสารของข้าราชการ มีความสำคัญมากเพราะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลักการจาก การปกปิดเป็นเรื่องปกปิด และเปิดเผยเป็นข้อยกเว้น ให้กลายเป็นการเปิดเผยเป็นเรื่องปกติ และการปกปิดเป็นเรื่องยกเว้น นั่นหมายความว่า ประชาชนสามารถขอตรวจสอบเอกสารราชการต่าง ๆ ได้ ถ้าหากไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ หรือพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ CIO มาเกี่ยวข้องได้อย่างไร การกำเนิดของ พรบ.นี้สอดคล้องกับการกำหนดให้มีหน้าที่ CIO ในหน่วยงานรัฐ คขร.จึงเห็นสมควรให้ CIO รับหน้าที่ดูแลข้อมูลข่าวสารของราชการในความรับผิดชอบด้วย และได้กำหนดให้มีการบรรยายเรื่อง พรบ.ฉบับนี้ในหลักสูตร CIO ด้วย สิ่งที่ CIO ต้องดูแลให้เกิดขึ้นตาม พรบ.นี้ คือ 1.การนำโครงสร้างหน่วยงาน และตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา 2.นำระเบียบต่าง ๆ ที่หน่วยงานกำหนดขึ้นและมีผลบังคับใช้แก่ประชาชนลงใน ราชกิจจานุเบกษา 3.การจัดทำสถานที่สำหรับให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบข้อมูลข่าวสารสำคัญได้ เช่น กฎระเบียบ สัญญาสัมปทาน การซื้อพัสดุครุภัณฑ์ต่าง ๆ ในแต่ละเดือน 4.การจัดเว็บไซต์เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารสำคัญแก่ประชาชน 5.การกำหนดระเบียบว่าด้วยการขอตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของหน่วยงาน 6.การกำหนดระดับชั้นความลับ 7.การดูแลเอกสารและข้อมูลข่าวสารให้เป็นไปตามระเบียบ 8.การส่งมอบเอกสารที่มีอายุเกินกำหนดให้เก็บรักษาแก่หอจดหมายเหตุ 9.การปฏิเสธคำขอตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่ตนเองครอบครองอยู่ อาจส่งผลให้ประชาชนนำเรื่องร้องเรียนต่อ สขร.ซึ่งจะทำให้มีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยพิจารณา 10.CIO ต้องยินยอมให้ ควฉ.เข้าตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่เป็นปัญหาได้ 11.เมื่อคำวินิจฉัยเป็นประการใด หน่วยงานต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยนั้น |